Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

Marketing 4.0 คืออะไร แล้วจะเอามาใช้กับธุรกิจเราได้อย่างไรบ้าง

มีหลายคนให้คำจำกัดความของ Marketing 4.0 ไว้มากมายค่ะ แต่ถ้าให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ “การตลาดที่เอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคหรือลูกค้ามากยิ่งขึ้น” การขายของ หรือการทำการตลาดจะไม่หยุดแค่ที่หน้าร้านอีกต่อไป แต่มันจะก้าวมาสู่โลกออนไลน์ด้วย ดูเผินๆ อาจดูเหมือนการตลาดที่เกี่ยวข้องกับอะไรก็ได้ที่เรียกว่าเทคโนโลยี แต่ความจริงแล้วเทคโนโลยีไม่ใช่หัวใจสำคัญของการตลาด 4.0 เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่มันคือการตลาดที่มี “มนุษย์” เป็นจุดศูนย์กลางด้วย เพราะต้องอย่าลืมว่า เรากำลังใช้เทคโนโลยีให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็น “มนุษย์” เรานี่เอง


หลายคนคงเคยได้ยินทั้ง Marketing 4.0 และ Thailand 4.0 กันใช่ไหมคะ 4.0 เหมือนกัน แล้วมันมีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนค่ะว่า Thailand 4.0 คืออะไร  “Thailand 4.0 คือ โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยค่ะ” ซึ่งก่อนจะมาถึง 4.0 มันก็จะมี 1.0 เน้นทางลงทุนทางเกษตรกรรม 2.0 เน้นอุตสาหกรรมเบา แต่หันมาใช้แรงงานจำนวนมากแทน 3.0 ยุคของอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก ส่วน Thailand 4.0 จะเน้นการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมนั่นเองค่ะ

หลักการของ Thailand 4.0 จะเน้นอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ

1.) เปลี่ยนแปลงจากการผลิตสินค้าทั่วไป เป็นสินค้าเชิงนวัตกรรมมากขึ้น
2.) มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในอุตสาหกรรม
3.) เปลี่ยนจากประเทศที่รับจ้างการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เป็นการเน้นภาคบริการมากกว่าเดิม

ส่วน Marketing 4.0 นั้นเป็นคำที่โด่งดังขึ้นมา จากหนังสือ Marketing 4.0 เขียนโดย Philip Kotler

แม้จุดกำเนิดจะต่างกัน แต่ว่าคอนเซปต์ 4.0 ของทั้งคู่ก็มีส่วนเกี่ยวโยงกัน ตรงที่เอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น การเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว ก็จะหันมาใช้เทคโนโลยี ใช้อุปกรณ์ช่วยเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม หรือจะเป็นกลุ่มธุรกิจ SMEs ธรรมดา ก็จะยกระดับให้กลายเป็น SMEs ผสมกับ Startups ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

5A กลยุทธ์มัดใจลูกค้าจาก Marketing 4.0

หลังจากที่เข้าใจคอนเซปต์ของ Marketing 4.0 กันแล้ว คราวนี้เราลองมาดูกลยุทธ์ใหม่ที่มาจาก Marketing 4.0 กันค่ะ สมัยก่อนถ้าเราพูดถึงเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด คงเคยได้ยินคำว่า AIDA ใช่ไหมคะ ที่ย่อมาจากว่า A: Attention เรียกความสนใจให้ลูกค้าเห็นสินค้าเรา I: Interest หรือความรู้สึกที่ลูกค้าเริ่มสนใจในตัวสินค้า D: Desire คือความต้องการอยากได้ตัวสินค้านั้น และ A: Action การซื้อสินค้าค่ะ

แต่ปัจจุบันนี้ คงจะหมดยุคของ AIDA แล้ว ถ้าจะก้าวสู่ยุคมาร์เก็ตติ้ง 4.0 ก็ต้องใช้กลยุทธ์ใหม่ที่มัดใจลูกค้าได้ดีกว่าเดิม นั่นก็คือกลยุทธ์ 5A ค่ะ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Phillip Kotler ปรมาจารย์ด้านมาร์เก็ตติ้งได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “Marketing 4.0” เล่มล่าสุดของเขา ว่าแต่กลยุทธ์ 5A คืออะไร ตามมาทำความรู้จักกันเลยค่ะ

1. Aware รู้จักสินค้า

Aware หมายถึงช่วงที่ลูกค้าเราจะรู้จักสินค้าค่ะ ประมาณว่า เราเราสร้างสินค้าแบรนด์ A ขึ้นมา สเตทนี้ก็คือ ลูกค้าได้รับรู้ว่ามีสินค้าแบรนด์ A อยู่ในโลกใบนี้

2. Appeal ชื่นชอบสินค้า

A ตัวที่สอง ก็คือคำว่า “Appeal” ตรงตามความหมายเลยว่า เป็นช่วงที่นักการตลาดต้องดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ ชื่นชอบสินค้าเราท่ามกลางแบรนด์คู่แข่งหลายๆ เจ้า ทำยังไงก็ได้ ให้เปลี่ยนจาก Long list ให้เรากลายเป็น Short list ให้ได้

3. Ask ถามต่อ

ต่อมาก็คือการที่ลูกค้าเรียนรู้สินค้าจากการถามค่ะ ลูกค้าที่สนใจจะเริ่มมีการซักถามถึงรายละเอียดสินค้า หรือเช็กราคา และรวมถึงลูกค้าเริ่มถามเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เคยใช้สินค้านั้นๆ

4. Act การตัดสินใจซื้อ

หลังจากการถามถึงสินค้าแล้ว ถ้าลูกค้าพอใจ และรู้สึกว่าสินค้าตัวนี้แหละที่ฉันตามหามานาน ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Act” หรือการตัดสินใจซื้อสินค้านั่นเอง แต่ซื้อแล้ว ก็ยังไม่จบแค่นี้นะคะ

5. Advocate เกิดการแนะนำสินค้าจากผู้อื่น

“Advocate” หรือการเกิดการแนะนำสินค้าจากลูกค้าไปสู่ผู้อื่น เช่น ครีมตัวนี้ใช้แล้วผิวสวยขึ้น ใช้ดีมากจนลูกค้านำไปรีวิว หรือเอาไปบอกต่อเพื่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญมากค่ะ เพราะการที่ลูกค้าบอกต่อสินค้าเรา จะเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว จะเกิดพลังของ “การบอกต่อแบบปากต่อปาก” เลยบอกไว้ตอนต้นเรื่องค่ะว่า มาร์เก็ตติ้ง 4.0 เนี่ย มันเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็จริง แต่ธุรกิจจะสำเร็จหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับพลังของผู้คนด้วย

เราจะใช้ Marketing 4.0 กับธุรกิจเราได้อย่างไรบ้าง

1. นำเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ได้ไปหาสินค้าทางหน้าร้านอย่างเดียวแล้ว แต่สมัยนี้เป็นยุคของข้อมูล ใครอยากซื้ออะไร อยากรู้รายละเอียดสินค้าตัวไหน ก็แค่เสิร์ช ค้นหาข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางด้านธุรกิจ ก็จะดีไม่น้อยเลยค่ะ ถ้าคุณจะเปิดเว็บไซต์ หรือสร้างเพจเฟซบุ๊คนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ คราวนี้ใครเสิร์ชมาก็เห็น

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหารร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งที่เราเองเคยไปใช้บริการค่ะ วิธีการของเขาคือ จากที่แค่ขายอาหารอยู่ในร้าน เขาก็เปิดเพจ Facebook โพสต์เกี่ยวกับอาหารในร้านลงไปในเพจ และที่น่าสนใจก็คือ ร้านนี้จะมีเมนูเซอร์ไพร้ส์ทุกวันค่ะ แต่ละวันเมนูอาหารจะไม่เหมือนกัน ลูกค้าต้องรอเมนูที่ทางร้านจะอัพเดทผ่านทาง Facebook Page เท่านั้น ส่วนใครอยากกินอะไร ก็สั่งผ่านทาง Inbox หรือทางโทรศัพท์ไว้ก่อนเลยก็ได้ พอไปถึงร้านก็มีเมนูรออยู่ตรงหน้าเรียบร้อย ไม่ต้องไปเสียเวลาไปนั่งรออาหารที่ร้านอีก ซึ่งก็เป็นวิธีที่เรียกความสนใจจากลูกค้าได้ไม่น้อยเลยค่ะ ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Facebookทำได้ไม่ยากเลยค่ะ

2. เชื่อมโยงหน้าร้านออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน

เราสามารถมีทั้งหน้าร้านออฟไลน์ และหน้าร้านออนไลน์ควบคู่กันไป โดยสร้างกิจกรรมที่ทำให้สองโลกนี้เชื่อมต่อกันได้ อย่างเช่น Macy’s ห้างค้าปลีกที่ขายสินค้าหลากหลายชนิดในสหรัฐอเมริกา โดยปกติแล้วปัญหาที่เราจะเจอพอสร้างแพล็ตฟอร์มออนไลน์ขึ้นก็คือ ลูกค้าที่ชอบช้อปออนไลน์ก็จะไม่ค่อยเข้าหน้าร้านเลย ส่วนลูกค้าที่ชอบซื้อของผ่านหน้าร้าน ก็จะไม่ค่อยสนใจการซื้อของผ่านออนไลน์ Macy’s เลยหาวิธีที่จะเชื่อมหน้าร้านออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกันค่ะ โดยการสร้างแอพลิเคชั่น GPS บอกตำแหน่งของสินค้าที่ลูกค้าต้องการ

สรุป

Marketing 4.0 คือ การตลาดที่เอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคหรือลูกค้ามากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการใช้เทคโนโลยีก็คือ การเอาใจใส่ “ผู้คน” ค่ะ ยิ่งคุณนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในแบบที่ถึงใจผู้บริโภคได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดึงดูดลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น